เพลงพื้นบ้าน เพลงลูกทุ่ง – เหง้ารากเพลงเพื่อชีวิตไทย

เสียงขับเพลงกลอนเมื่อครั้งอดีตเคยก้องกังวานสะท้อนไปทั่วท้องทุ่งคุ้งน้ำ ลำนำแห่งบทเพลงที่ถ่ายทอดเป็นถ้อยแถลงแห่งความสุข ความทุกข์ และสะท้อนให้เห็นอย่างแจ่มชัดถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านชนบท สืบต่อเป็นตำนานควบคู่กับสังคมชนบทไทยมาแต่กาลก่อน อันถือเป็นเพลงชาวบ้าน ที่สามารถบ่งบอกความรู้สึกนึกคิด คติชีวิต ของชาวบ้านได้อย่างใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด เพราะเป็นความนึกคิดที่ออกมาอย่างซื่อตรงและถูกกลั่นกรองมา น้อยกว่าวรรณกรรมประเภทอื่น ๆ

“เพลงชาวบ้าน” ในฐานะที่ชาวบ้านเป็นผู้รังสรรค์วัฒนธรรม อันเป็นสามัญขึ้นมามิได้รับการกล่าวขวัญถึงหรือบันทึกจดจำ ด้วยเหตุที่สังคมไทยนั้นเอาวัฒนธรรมเมืองข่มวัฒนธรรมชาวบ้านมาช้านานแล้ว การบันทึกหลักฐานก็เป็นโอกาสของคนมีการศึกษาในเมืองเท่านั้น เราจึงรู้จักวัฒนธรรมไทยเพียงด้านเดียว ที่บอกกล่าวถึงเรื่องราวของบุคคลกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นบุคคลชั้นสูง ได้รับการศึกษาดี อยู่ในสภาพแวดล้อมดีและสูงส่ง ทั้งๆ ที่ในสังคมไทยมีสังคม ของชาวบ้าน ซึ่งมีวัฒนธรรมอันเป็นแบบแผนของตัวเองประกอบอยู่ในสังคมใหญ่ด้วย

การละเลยที่จะพูดถึงวัฒนธรรมชาวบ้านด้วยเหตุตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของคนรุ่นก่อนๆ นั้น ก็เข้าทำนองเดียวกันกับว่า “กินหมากแต่หาได้พูดถึงปูนไม่” ทั้ง ๆ ที่ปูนก็เป็นส่วนประกอบสำคัญอันจะขาดเสียมิได้ ชาวบ้านจึงตกเป็นผู้อาภัพอัปภาคย์เสมือน “ปูน” ไม่มีผิด

ทั่วอาณาบริเวณตามแนวลำน้ำเจ้าพระยา ไล่ตั้งแต่ นครสวรรค์ ลงมาจนถึง เพชรบุรี ชาวบ้านได้ประดิษฐ์คิดค้นบทเพลงหลากชนิด เพื่อเป็นสิ่งประเทืองอารมณ์ในฤดูกาลและเทศกาลต่าง ๆ

ในหน้าน้ำหลากซึ่งน้ำขึ้นเอ่อท่วมท้องทุ่งนา ไปไหนมาไหนก็ต้องใช้เรือ เวลาร้องรำทำเพลงชาวบ้านก็จะใช้เรือพาย ขับเพลงกลอนโต้ตอบกันอย่างครึกครื้น เพลงสำหรับใช้เล่นก็คือ “เพลงเรือ เพลงหน้าโย”

ส่วนหน้านาที่มีการเกี่ยวข้าวก็จะมี “เพลงเต้นรำกำเคียว เพลงเกี่ยวข้าว” อันมีจังหวะจะโคนลงตัวกับจังหวะเคียวเกี่ยวรวงข้าว ร้องไปรำไปคลายอารมณ์ และคลายความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ทั้งยังเป็นการสร้างความกลมเกลียวสนุกเฮฮากันในหมู่คนกันเอง

เมื่อเกี่ยวข้าวเสร็จก็มีการนวดข้าวเพื่อปลิดเมล็ดข้าวออกจากรวง ชาวบ้านก็จะสร้าง “เพลงสงคอลำพวน” และ “เพลงสงฟาง” ขึ้น

ส่วนหน้าแล้งอันเป็นหน้าว่างงานของชาวบ้าน ซึ่งจะเป็นหน้าสงกรานต์พอดี ชาวบ้านจะเล่นสงกรานต์กันเป็นแรมเดือน อันเป็นโอกาสของสาวหนุ่มผู้เฒ่าผู้แก่และเด็กเล็กจะมาร่วมเล่นสงกรานต์กัน เพลงที่ใช้เล่นหน้าสงกรานต์จะมี “เพลงเหย่ย เพลงพวงมาลัย เพลงระบำบ้านไร่ เพลงพิษฐาน”

ส่วนเพลงที่ชาวบ้านอยากร้องอยากเล่นก็หยิบขึ้นมาเล่นได้ทันที ไม่จำกัดเทศกาลและฤดูกาล ก็ได้แก่ “เพลงฉ่อย เพลงขอทาน เพลงพาดควาย” เป็นต้น

ในวิถีความเป็นอยู่ของชาวบ้านนั้น แม้ในความเป็นจริงจะทุกข์ยากและต้องผจญกับอุปสรรคนานาประการ แต่ชาวบ้านยังมีบทเพลงที่เขาสรรค์สร้างกันขึ้นมาเพื่อตอบสนองอารมณ์ ซึ่งตลอดระยะเวลา “หัวปีชนท้ายปี” นั้นมิได้ขาดบทเพลงเลย เรียกได้ว่า บทเพลงชาวบ้านเป็นลมหายใจของกาลเวลา และอยู่ในชีวิตจิตใจของพวกเขาเสมอมา

เนื้อหาเรื่องราวของบทเพลงชาวบ้านนั้น จะมีการกำหนดสถานการณ์จำเพาะ คือ ขณะที่เล่นเพลงนั้น ถ้าหากมีสถานการณ์หรือปรากฎการณ์ใดที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น ก็จะมีการบอกเล่าเก้าสิบกันในหมู่ของตน ถือเป็นสื่อสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้าน เป็นสื่อประเพณีของชาวบ้านที่มีการบอกเล่าข่าวคราวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข่าวของคนในท้องถิ่นหรืองานบุญ งานกุศล สารทุกข์สุกดิบที่เกิดขึ้นในหมู่คนท้องถิ่นนั้น ๆ

เช่น ในตอนหนึ่งของบทเพลง ได้มีการกล่าวถึงความเดือนร้อนใจของหมู่ชาวนาที่ไม่มีนาทำต้องเช่านาเขาทำ แล้วค่าเช่านาก็แพง จึงได้ระบายทุกข์เป็นบทเพลงว่า

“สงสารคนจนที่เขาไม่มีนาทำ
เขาอุตสาห์หน้าดำแดดดาย
ไปทำนาเช่าก็ไม่ได้ข้าวมากน้อย
ปีละร้อยสองร้อยเจ้าของเอาไป
แต่คนทำมันแสนจะช้ำเหลือทน
ต้องกรำแดดกรำฝนเรื่อยไป
กรำฟ้าหรือก็ทนกรำฝนก็ลำบาก
ไปเสียด้วยความยากอันยิ่งใหญ่
บางคนรวยเขาก็อนิจจัง
เอาไร่ละห้าถัง…ต๊ายตาย
กรรมเอ๋ยกรรม
เพราะเราไม่มีนาทำ จะทำยังไง
คนทำนาแล้วไม่กล้าจะคุย
มันจะต้องใส่ปุ๋ยทำไป
มานะมานะสู้สละทำกิน
จะจ่ายหนี้จ่ายสินเขาไป
ค่าเช่าแบ่งไปบ้างร้องไห้กันจริงหนอ
ใช้กินจะไม่พอเสียจะให้
กรรมเอ๋ยกรรมเพราะเราไม่มีนาทำ
จะทำยังไงไม่มีนาทำเราจะต้องนอนทน
ลูกเต้าจะต้องบ่นบ่นเอ๋ยไม่สบาย”

หรือในแง่ของการบรรยายชีวิตครอบครัวที่ได้รับความสะเทือนใจ ซึ่งได้ใช้ถ้อยคำที่เรียบง่ายเป็นคำไทยแท้ๆ ทำให้เราได้รับรสและบรรยากาศอย่างไทยๆ เป็นวรรณกรรมปากเปล่าที่มีคุณค่า เรียบง่าย แต่งความร้อยเรียงถ้อยคำออกมา ได้เหมาะเจาะกับอารมณ์อย่างน่าทึ่ง เช่น บทชิงชู้ ผัวถูกเกณฑ์ไปทัพ กลับมาเมียไม่อยู่เสียแล้ว

“พอถึงบ้านเห็นสะพานแหงนเถ่อ
ข้าก็ร้องเอ้อเฮอใจหาย
เงียบไปทั้งไก่ เงียบไปทั้งกา
อีกทั้งหมูทั้งหมา มันให้น่าสงสัย
สะอึกสะอื้นฉันเลยขึ้นกระได
ผู้คนไปไหนกันเอย
พิศดูเหย้าเรือนไปเหมือนอย่างบ้านตาเถร
เสาดั้งโอนเอน อย่างกะเรือนผีตาย
เหย้าเรือนเคหาเหมือนป่าช้าผีอยู่
มันไม่มีคนมีผู้ หรือยังไง
ทั้งฟากก็ตก ปีกนกก็หัก
รอยคนมาชักเอาไปใหม่ๆ
ทั้งจั่วก็ทลายอกไก่ก็พัง
ทั้งประตูหน้าต่างมันให้กระจัดกระจาย
แปลานปั้นลมไม้ข่มหัวกลอน
อีกทั้งฟากระดอน ออกไป
พี่มาสงสัย เอ๊ะในใจของกู
ว่าไอ้ไม้เสียบหนู มันไปเข้ารูของใคร
พิศดูครอบครัวมันให้ชั่วลามก
ดูมันสกปรก ไม่ค่อยหาย
หม้อข้าวก็กลิ้ง หม้อแกงหรือก็กลิ้ง
ฝาละมีตีฉิ่งกันอยู่ที่ข้างครัวไฟ
ไอ้ครกกะบากมันก็เล่นละคอน
ไอ้สากกะเบือมันก็นอน เป็นไข้
หอน้อยห้องในมีแต่ขี้ไก่ขี้เป็ด
มันไม่มีคนเขาเช็ดหรือยังไง
เห็นลูกทั้งสองเห็นได้ข้องอีปู
มันมานั่งอยู่ใต้ถ่นตายาย
แลดูผมแกละมันให้พะรุงพะรัง
ไอ้ขี้มูกก็กรัง ลงมาปนน้ำลาย
เห็นพ่อวิ่งแต้ ไอ้หนูแม่มึงไปไหน
บอกพ่อเถอะใจ ความเอย”

การเลี้ยงดูลูกของชาวบ้านที่ให้ความเอาใจใส่ แม่เลี้ยงลูกด้วยหัวใจและความรักความอบอุ่น แม่จึงบรรจงประดิษฐ์บทเพลงสำหรับลูก ที่มีท่วงทำนองและถ้อยคำที่อ่อนละมุนขับกล่อมลูกไว้อย่างน่าประทับใจว่า

“เจ้าเนื้อละมุนเอย เก็บดอกพิกุลยามเย็น
เก็บมาร้อยกรองให้แม่ทองข้าเล่น
เนื้อเย็นแม่คนเดียวเอย
เจ้าบุญประเสริฐเอย เกิดในดอกจำปี
แม่เลี้ยงเจ้าไว้ หมายจะฝากผี
พ่อคนดีของแม่เอย
เจ้าทองดีเอย ถือพัชนีโบยโบก
ขวัญข้าวเจ้าอย่ามีโรค จะโบกลมให้เจ้านอน
ขวัญอ่อนแม่คนเดียวเอย”

หากมองในแง่มุมสุนทรียศาสตร์ เพลงพื้นบ้านนั้นเพียบพร้อมไปด้วยเชิงศิลปะการร้องเพลงชั้นเยี่ยม ที่ได้รับการถ่ายทอดและฝึกปรือกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า อย่างจดจ่อจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการร้องเล่นลูกคอแพรวพราว ลีลาการเอื้อนที่เสนาะเพราะพริ้ง กลมกลืนและงดงามของอารมณ์และภาษา ซึ่งจะรับรู้ได้ถึงอัจฉริยภาพและการเข้าถึงศิลปะการร้องของตัวศิลปินชาวบ้านที่ถ่ายทอดถึงความซื่อตรงแต่ทรงเสน่ห์

ความเปลี่ยนแปลงย่อมเป็นวิถีสามัญ เมื่อกระแสธารการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกได้แปรเปลี่ยน ทั้งสภาพเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม ฉนั้นศิลปะทุกอย่างก็ย่อมถูกกระทบกระเทือนไปด้วยอย่างแน่นอน รวมถึงศิลปะเพลงพื้นบ้าน เมื่อพลังการผลิตแบบทุนนิยมได้แผ่ขยายเข้ามาในสังคมไทย หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มีผลทำให้ระบบเศรษฐกิจแบบพอยังชีพ แปรรูปเป็นเศรษฐกิจแบบการค้าการขาย

“ศิลปะ” ของชาวบ้านในรูปเพลงพื้นบ้าน การผลิตเพลงพื้นบ้านแต่ก่อนเคยเป็นเรื่องบันเทิงเริงรมย์ของกลุ่มชน กลับกลายเป็นการขายค้า มีการซื้อเพลงขายเพลง มีการอัดแผ่นเสียง กระจายเสียง ประกอบกับวัฒนธรรมตะวันตกหลากไหลเข้ามา ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวในวงการเพลงไทย ซึ่งแต่เดิมจะมีเพลงไทยเดิมและเพลงพื้นบ้านก็เกิดเหตุใหม่ในวงการเพลงไทยขึ้น คือ “เพลงไทยสากล เพลงไทยลูกทุ่ง” ขณะที่เพลงพื้นบ้านหมดความนิยมไปทีละน้อย

ในขณะที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปกครองประเทศ สภาพสังคมมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ดังนั้นนักแต่งเพลงได้ระบายความรู้สึกนึกคิดออกมาเป็นบทเพลง เช่น ผลงานของ คำรณ สัมบุณณานนท์ เขาเป็น ตัวแทนของความคิดของประชาชน ที่ไม่พอใจระบบการเมืองในยุคนั้นซึ่งปรากฎในเพลง มนต์การเมือง

“เสียงโฆษณาของนักการเมือง
ยกเอกแต่เรื่องที่ดีงามมาพูดจา
เอาหนังมาฉายให้ชาวไร่ ชาวนา
ได้ดูได้ชมกันทั่วหน้า ระรื่นตื่นตากันทั่วไป
จะสร้างไอ้โน่นจะทำไอ้นี่ที่ยังขาดแคลน
ทั่วทุกถิ่นทุกแดนฟังดูช่างแสนจะชื่นใจ
ถนนหนทางลำคลองจะสร้างให้มากมาย
เลิกเลี้ยงวัวเลี้ยงควายจะซื้อรถให้มาไถนา
………………………………………….
ผมขอวิงวอนราษฎรทั่วทั้งแผ่นดิน
ไอ้พวกชอบโกงชอบกิน ไอ้พวกกังฉินอย่าเลือกเข้าไป
เลื่อกแต่คนดียังมีอีกมากมาย
แล้วพี่น้องจะสุขใจจะพาชาติไทยเรารุ่งเรือง”

เพลงที่สะท้อนสะภาพสังคมที่ถูกเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจาการพัฒนาแบบตะวันตกอีกเพลง คือเพลง “สามล้อแค้น” แต่งโดย เสน่ห์ โกมารชุน และให้ คำรณ สัมบุณณานนท์ ขับร้อง เนื่องจากเขามีความเห็นใจประชาชนที่มีอาชีพถีบสามล้อ รัฐบาลสั่งห้ามขับขี่สามล้อในขณะนั้น ทั้งนี้เพราะมีรถยนต์เข้ามาในกรุงเทพฯ มากมาย อันเนื่องมาจากความเจริญทางเศรษฐกิจ เมื่อมีการร้องเพลงนี้ที่เวทีสะพานพุทธคำรณ สัมบุณณานนท์ ผู้ขับร้องก็ถูกเชิญไปโรงพักในทันที

ยุคของการปิดกั้นความคิดและเสรีภาพของประชาชนเหล่านี้ ได้มีผลงานสะท้อนภาพชาวนาชนบท มีปัญหาเรื่องโจรผู้ร้าย ในสภาวะสังคมแวดล้อมที่เลวร้าย การบีบบังคับทางเศรษฐกิจดังที่กล่าวมาแล้ว ทำให้คนจน ชาวนา ชาวไร่ต้อง หันมาเป็นโจรปล้นฆ่าหรือการบีบคั้นจากการปิดกั้นความคิด การข่มเหงราษฎรทำให้ประชาชนต้องจับปืนต่อสู้กับอำนาจรัฐ เพลงที่สะท้อนให้เห็นภาพที่ถูกสังคมบีบบังคับ แต่ก็มีการอบรบสั่งสอนในบทเพลง เช่น

“พี่น้องหญิงชายจำเรื่องไว้สักหน่อย
อย่าชมเด็กเล็กพร่อย อย่าปล่อยให้ลูกชั่วช้า
ต้องมาเสียใจ จะโทษใครเหมือนตัวข้า
รักลูกผิดท่า ดั่งกับมารดาสอนลูกให้เป็นโจร”

นอกจากนี้ยังมีเพลงที่สะท้อนปัญหาความยากจน เช่น เพลง “ข้าวเหลือเกลือแพง” ซึ่งแต่งโดย ชลธี ธารทอง และให้ โรม ศรีธรรมราชขับร้อง เป็นการสะท้อนชีวิตการทำงานของชาวนาที่ต้องได้รับความยากลำบากแต่ถูกนายทุนเอาเปรียบ เช่น

“ข้าวยากหมากแพง สิ้นเรี่ยวแรงจะคิดทำนา
รู้หรือเปล่าคุณเจ้าขา ชาวนากำลังร้องไห้
โถ…ชาวนา เหนื่อยหนักหนาไม่เคยสบาย
หวังพึ่งนา ปลูกข้าวไปขาย
น่าใจหายราคาตกต่ำ ข้าวที่ท่านกิน
สิ้นเวลาทำนานเท่าไร คิดถึงอกชาวนาบ้างไหม
กว่าจะได้ข้าวเปลือกสักกำแสนทรมาน ทั้งไถนาจนหน้ากร้านแดด
ยลได้มาช่างดูท่าที ข้าวถูกกว่ารำให้หมูกิน”

ปัญหาชาวนาที่ทุกข์ยากเนื่องจากสภาวะทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น เมื่อศึกษาแล้วจะเห็นว่าการพัฒนา ความเจริญต่างๆ น่าจะทำให้ประชาชนในชนบทร่ำรวยมีอาชีพมั่นคง แต่กลับถูกนายทุนเอาเปรียบ เพราะพวกนี้เป็นพวกพ้องกับผู้มีอำนาจของประเทศ การที่รัฐบาลตั้งโรงงานเป็นผลให้ชาวนาซึ่งใช้แรงงานทำนาเปลี่ยนเข้ามาทำงานอุตสาหกรรมในโรงงาน ชาวชนบทเหล่านี้ก็ยังเผชิญกับปัญหาจากระบบทุนนิยมอีก เช่น เพลง “หนุ่มกรรมกร” แต่งโดย วิชาญ เรืองเนตร ขับร้องโดย พนม นพพร ดังมีข้อความที่ว่า

“เป็นกรรกรต้องทำงานหากินเร่ร่อน
ตกดึกพักกายหลับนอน อ่อนแรงหมดกำลังใจ
รับตื่นแต่เช้าหากินอดทนเรื่อยไป
ผมขอยกกรกราบไหว้ ขออย่าเหยียดหยามกรรมกร
น้ำพึ้งเรือ เสือนั้นจึงพี่งป่า
ดังคำโบราณท่านว่าเป็นสิ่งแท้แน่นอน
โลกจะเจริญก็ด้วยแรงงานของกรรมกร
ผมร้องใช่จะอุทธรณ์ หนุ่มกรรมกรขอวอนเมตตา”

บทเพลงเหล่านี้ จึงเสมือนการเรียกร้องความเป็นธรรมในสังคมและบ่งบอกความคิดของกลุ่มชนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีพื้นฐานมาจากชนบท ซึ่งได้รับความกดขี่บีบคั้นทางสังคมขณะนั้น

ในสมัยนั้นรัฐบาลได้สั่งห้ามบางเพลงที่กระทบกระเทือนต่อรัฐบาล ทำให้นักแต่งเพลงเช่น เสน่ห์ โกมารชุน ต้อง เปลี่ยนวิถีชีวิตเป็นดาวตลกไป ส่วน ไพบูลย์ บุตรขัน ต้องเปลี่ยนมาแต่งเพลงสะท้อนความรัก เพลงสะท้อนความเป็นอยู่ แบบชาวบ้านชนบทธรรมดา เพลงที่เกี่ยวกับธรรมชาติ ดังที่นักวิชาการเรียกยุคนี้ว่า “ยุคสายลมแสงแดด” เช่นกันตัวอย่าง เช่น เพลง ทุ่งรวงทอง, กระท่อมน้อย เป็นต้น

จึงกล่าวได้ว่า “เพลงเพื่อชีวิต” คือการสะท้อนความคิดและความเป็นอยู่ของชนชั้นพื้นฐานส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ต้องเปลี่ยนวิถีการผลิตและวิถีการดำเนินชีวิต อันสืบเนื่องมาจากแผนการพัฒนาประเทศและเทคโนโลยีที่เรารับจากตะวันตก เข้ามาทำให้วิถีชีวิตของคนในชนบทต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเศรษฐกิจระบบทุนนิยม และนี่คือพื้นฐานของความทุกข์ที่ทับถมกันมาตลอดหลายชั่วอายุของคนชนบท จนปรากฏในยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน ท่ามกลางความเสื่อมสลายของเพลงพื้นบ้านนั้น ในบทเพลงยุคใหม่ก็ยังคงกลิ่นอายของเพลงพื้นบ้านไว้บ้าง ได้แก่ ท่วงทำนองและเนื้อหาของเพลงสตริง ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ก็มีการดัดแปลงหรือประยุกต์ใช้เพลงพื้นบ้านเก่า มาเป็นเนื้อร้องได้อย่างเหมาะสม เช่น เพลงของวงคาราบาว วงดนตรียอดนิยมของยุค บางเพลงยังคงมีท่วงทำนองและสำเนียงแห่งความเป็นพื้นบ้านไว้อย่างมีเสน่ห์น่าหลงใหล

นี่คืออิทธิพลของเพลงพื้นบ้านและเพลงลูกทุ่ง ที่หยั่งรากฝังลึกมานมนาน สะท้อนความเป็นอยู่ของชนชั้นล่างในยุคนั้น และทรงอิทธิพลต่อเพลงเพื่อชีวิตในยุคต่อ ๆ มา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *