แสงนภา บุญราศรี

หากวัดจากหลักกิโลเมตรทางประวัติศาสตร์สังคมไทย พ.ศ. 2475 เปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบบประชาธิปไตย พ.ศ. 2476 กำเนิดเพลง “กล้วยไม้” เพลงไทยสากลเต็มรูปแบบเพลงแรก

“แสงนภา บุญราศรี” ก็นับเป็น “ผู้บุกเบิก” เพลงไทยสากลในแนว “เพลงชีวิต” คนแรกของเมืองไทย เพราะบทเพลง “คนจรหมอนหมิ่น” ของเขากำเนิดขึ้นในราว พ.ศ. 2483 และได้รับความนิยมสูงเด่นเกือบตลอดช่วงทศวรรษ 2480

ทว่าหากวัดจากผลงานและความมุ่งมั่นยืนหยัดสร้างผลงานเพลงชีวิต โดยไม่คำนึงถึงผลกำไรทางธุรกิจ บทเพลงสะท้อนชีวิตชนชั้นล่างของสังคมกว่า 20 เพลง ที่แต่ละเพลงยาวกว่า 4 นาทีขึ้นไป จนไม่สามารถบรรจุในแผ่นเสียงชนิด “แผ่นครั่ง” ในยุคนั้นได้ เช่น เพลง คนจรหมอนหมิ่น คนปาดตาล คนลากรถขยะ ลูกศิษย์วัด กุลีท่าเรือ ชีวิตนักหนังสือพิมพ์ ชีวิตศิลปิน ชีวิตนักมวย ชีวิตตำรวจ นักโทษประหาร ทหารกองหนุน ฯลฯ

ก็ไม่น่าจะเกินเลยหากจะกล่าวว่า แสงนภา บุญราศรี คือ “บิดาแห่งเพลงชีวิต” ที่พัฒนาสู่การเป็น “เพลงเพื่อชีวิต” ในยุคปัจจุบัน

มีรายละเอียดในประวัติชีวิตของนักร้อง ผู้ได้รับสมญานามว่า “ผู้แทนคนยาก” คนนี้อยู่ไม่มากนัก อาจจะเป็นเพราะ แสงนภา บุญราศรี จากโลกนี้ไปด้วยวัยเพียง 36 ปี ช่วงชีวิตของเขาคาบเกี่ยวกับหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองการปกครองไทย คือเกิดในปี พ.ศ. 2461 ผ่านเหตุการณ์ปฏิวัติ 2475, มหาสงครามโลกครั้งที่สอง พ.ศ. 2485 และถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. 2496

ช่วงเวลาการเป็นนักร้องเพลงชีวิตที่โดดเด่น อยู่ในราว พ.ศ. 2483-2491 ไม่ถึง 10 ปี แต่มีผลงานและมีลีลาการร้องเป็นแบบฉบับของตนเอง ติดตรึงในความทรงจำของผู้คนเนิ่นนาน แม้ว่าบัดนี้เราจะไม่สามารถได้ยินเสียงร้องของเขา จากเทคโนโลยีการบันทึกเสียงใดๆ ได้แล้วก็ตาม

ชื่อจริงของ แสงนภา คือ นายฉะอ้อน บุญราศรี เกิดที่ย่านปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรคนที่ 4 ของ ขุนวิจิตรราชการ (ตาด บุญราศรี) กับ นางชุบ บุญราศรี มีพี่ชายและพี่สาวชื่อ ฉวี, ไสว, เฉวียน และน้องชายชื่อ ชะเอม บุญราศรี ซึ่งต่อมา พี่สาวคนโตคือคุณฉวีได้แต่งงานกับ พันเอก นายวรการบัญชา (บุญเกิด สุตันตานนท์) อดีตประธานรัฐสภาและรองนายกรัฐมนตรี จนได้รับแต่งตั้งเป็น คุณหญิงวรการบัญชา

ฉะอ้อน บุญราศรี จบการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ 6 จากโรงเรียนหอวัง จากนั้นมาเป็นดาราละครร้องคณะ “ปรีดาลัย” ของ พระนางเธอลักษมีลาวัณ พระมเหสีองค์ที่ 2 ในล้นเกล้ารัชการที่ 6 ก่อนจะย้ายมาอยู่กับคณะละคร “บรรทมศิลป์” ของ พระยาอนิรุธเทวา จึงได้รับความเมตตาจากท่านเจ้าคุณตั้งชื่อให้เพื่อใช้ในการแสดงว่า “แสงนภา” เช่นเดียวกับดาราละครคนอื่นๆ ของคณะที่จะมีคำว่า “แสง” นำหน้าชื่อ เช่น แสงไสว แสงแดง รวมถึง คุณชะเอม บุญราศรี น้องชายของแสงนภา ก็ได้ชื่อในการแสดงว่า แสงดารา บุญราศรี

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 วงการเพลงไทยสากลเริ่มคึกคักขึ้น แสงนภา หันเหเข้าสู่วงการเพลงด้วยการสมัครเข้าประกวดร้องเพลงตามงานวัดต่างๆ ซึ่งประสบการณ์จากเวทีละคร ก็หนุนส่งให้เขาคว้ารางวัลจากการประกวดอยู่เนือง ๆ

จากเวทีงานวัด แสงนภา ก้าวสู่เวทีละครอีกครั้ง แต่ในฐานะ “นักร้องสลับฉาก” ในช่วงที่สงครามมหาเอเชียบูรพกำลังประทุขึ้นราวปี พ.ศ. 2485 อันเป็นช่วงที่ภาพยนต์จากต่างประเทศขาดตลาด ละครร้องกลับมาได้รับความนิยม และนักร้องสลับฉากละครมีบทบาทสำคัญ ในการเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้ชมให้เข้ามาชมละคร หรือดูหนังเก่าที่เอามาพากษ์ใหม่ โดย แสงนภา ร่วมร้องเพลงกับวงดนตรีดุริยโยธินของกองดุริยางค์กองทัพบก ในฐานะนักร้องรับเชิญ มิได้เข้ารับราชการทหารเหมือนนักร้องคนอื่น ๆ เช่น สมยศ ทัศนพันธ์ เสน่ห์ โกมารชุน ที่เป็นนักร้องนักแต่งเพลงประจำวงดุริยางค์ทหารเรือและมียศทางทหารด้วย

จึงสามารถกล่าวได้ว่า ครูจำปา เล้มสำราญ หัวหน้าวงดุริยโยธิน คือผู้ชักนำ แสงนภา เข้าสู่วงการเพลง

แสงนภา เริ่มมีชื่อเสียงจากเพลง “คนจรหมอนหมิ่น” และ “คนปาดตาล” ซึ่งเขาประพันธ์คำร้อง ทำนอง และขับร้องเอง อีกทั้งยังอาศัยความจัดเจนจากละครเวที ในการออกแบบลีลาท่าทางและเครื่องแต่งกายเอง จนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว เช่น ร้องเพลงคนปาดตาล ก็นุ่งผ้าขาวม้าหิ้วกระบอกตาล ร้องเพลงคนลากรถขยะก็ลงทุนลากรถขยะจริง ๆ ขึ้นมาบนเวทีด้วย

แต่เหนือสิ่งอื่นใด จุดที่ทำให้ผู้คนจดจำเพลงของเขาได้คือ เนื้อหาเพลงที่ฉีกจากแนวเพลงรักประโลมโลกในยุคนั้น โดยหันมาจับแนวเพลงพรรณนาชีวิตชนชั้นล่างของสังคมอย่างลึกซึ้งกินใจ และมีลูกเล่นคำซ้ำคำสัมผัสและคำผวน ที่ทำให้เพลงมีความไพเราะอย่างลุ่มลึก เช่น

“หยดหนึ่งน้ำตาลไหลมาจากงวง
น้ำตาแทบร่วง น้ำตาลแทบหลุดจากมือ” (เพลงคนปาดตาล)

“พวกศิลปินร้องเพลงอับโชค
ดีกว่าเศรษฐีสงคราม
ค้าขายลวนลามเดือดร้อนระงม
เขามั่งมีเขานั่งรถยนต์
เราย๊อกต้ำ คนจนๆ
อย่างเราต้องย่ำต๊อกไปและมา” (เพลงคนลากรถขยะ)

จากปากคำของคนใกล้ชิดอย่าง ชาญ เย็นแข ซึ่งเป็นลูกศิษย์คนสำคัญ แสงนภา มีฐานะค่อนข้างยากจน แม้วงศ์ตระกูลของเขาจะมีหน้าทีตาในวงสังคม มีข้อสันนิษฐานว่า แสงนภา เลือกที่จะคลุคลีอยู่กับชนชั้นล่างในอาชีพต่าง ๆ รวมถึงการออกตระเวณร้องเพลงตามต่างจังหวัด เขาจึงมีข้อมูลที่เจาะลึกและมีแรงบันดาลใจในการเขียนบทเพลงสะท้อนชีวิตได้อย่างลุ่มลึก อย่างที่ไม่มีนักร้องคนไหนในยุคนั้นทำได้

เมื่อเลือกที่จะแต่งเพลงยาวๆ จนบันทึกลงแผ่นเสียงไม่ได้ แสงนภา ก็หาหนทางเผยแพร่งานเพลงของเขา ด้วยการร้องเพลงสดๆ ออกอากาศทางสถานีวิทยุของกรมโฆษณาการ และสัญจรไปร้องเพลงตามต่างจังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงลงทุนจัดพิมพ์หนังสือ “ชุมนุมเพลงร้อง แสงนภา บุญราศรี” ออกจำหน่ายถึง 3 เล่ม แต่ละเล่มต้องพิมพ์ซ้ำมากกว่าหนึ่งครั้ง ตามคำเรียกร้องของแฟนเพลงที่เคยได้ชมได้ฟัง แสงนภา ร้องเพลงสลับฉากละคร และบอกต่อกันไปแบบ “ปากต่อปาก”

ในคำนำหนังสือรวมเพลงเล่มที่หนึ่ง แสงนภา กล่าวกับแฟนเพลงของเขาว่า “หนังสือชุมนุมเพลงร้องเล่มที่ 1 พิมพ์ครั้งที่ 2 ของผม ได้ถึงมือท่านผู้มีอุปการะคุณโดยสมบูรณ์แล้ว ผมได้จัดทำขึ้นจากเสียงของการเรียกร้องจากท่าน อันเป็นเกียรติคุณสำคัญและพิเศษ ที่ผมถือว่าเป็นบุญคุณอันหนึ่งที่ผมจะระลึกถึงอยู่มิรู้ลืม เพราะหนังสือเพลงเล่ม 1 พิมพ์ครั้งแรกของผม หยั่งคะแนนให้ผมรู้ว่าความเป็นศิลปินผู้เสียสละเพื่อส่วนรวมของผม ยังผลให้ผมมีความมานะก้าวหน้าต่อไป พี่น้องหัวเมืองยังน้อยในการได้รับหนังสือเพลงของผม เพราะขายหมดเสียในกรุงเทพฯ เพียงเวลา 3 สัปดาห์เท่านั้น ถึงกับมีจดหมายมาต่อว่าต่อขานผมกันยกใหญ่ ถึงมันจะเป็นงานหนักมิใช่น้อยในการสร้างหนังสือเพลง หรือสร้างเพลงและร้องเพลงเช่นนี้ สำหรับผมมันก็พอจะทำให้ผมภูมิใจในการเป็นศิลปินของผมขึ้นมาบ้าง”

แสงนภา ยังได้เล่าให้แฟนเพลงของเขาฟังอีกว่า รู้สึกดีใจที่เพลงของเขาทำรายได้เลี้ยงชีวิตให้ขอทานริมถนน “เขาหาเลี้ยงตนด้วยการร้องเพลงคนจนๆ ของผม ที่ผมได้ประพันธ์ขี้นมาด้วยการลำบากยากแค้น ปากแกร้อง ตาแกก็มองไม่เห็นเพลงยาจกของผมเป็นสตางค์ใส่กะลาให้แกได้นั่นแหละผมพอใจแล้ว ที่ผมเกิดมาเป็นศิลปินไม่เสียหลาย ผมยังได้ช่วยคนพิการได้ขอทานเลี้ยงตนประทังชีพด้วยเพลงที่กลั่นมาจากสมองของผมเอง และยังได้เป็นปากเสียงให้ชีวิตคนอีกหลายชีวิต และจนกระทั่งเดี๋ยวนี้บางชีวิตสุขสบายไปแล้วดีกว่าผมตั้งหลายพันเท่า ผมขออนุโมทนาด้วยเมื่อชีวิตนั้น ๆ ได้สุขสบายไปแล้ว ส่วนผมเองถึงลำบากลำบนผมทนได้ ขอแต่เพียงว่าหนังสือเพลงของผมที่สร้างมาผิดพลั้งไปบ้างคงได้รับอภัย”

นอกจากนั้นข้อความในท้ายเล่มหนังสือรวมเพลง เล่ม 1 ยังทำให้เราทราบว่าจากการตระเวณไปร้องเพลงตามจังหวัดต่าง ๆ ทำให้ บริษัท โอสถสภา (เต็กเฮงหยู) ว่าจ้าง แสงนภา เป็นพนักงานแผนกปลูกนิยม ซึ่งน่าจะหมายถึงแผนกส่งเสริมการตลาดในปัจจุบัน โดยให้เขาออกตระเวณไปทั้งภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ แสงนภาจึงแจ้งข่าวกับแฟนเพลงของเขาว่า “พี่น้องชาวอีสานที่เคารพ เพลงคนปาดตาล ที่ท่านชอบ ผมเตรียมพร้อมแล้ว โอกาสเป็นของท่าน และเมื่อเดินทางไปเมื่อใด คนปาดตาล ของผมจะพยายามร้องเพลงให้เป็นที่พอใจของท่าน”

ในหนังสือรวมเพลง เล่ม 1 ซึ่งระบุปีที่พิมพ์ใน พ.ศ. 2491 มีข้อความโฆษณา “ขิงดอง” ปรุงพิเศษของโรงงาน “นภาประยุร” ย่านคลองบางพรหม ธนบุรี และยังมีข้อความโฆษณา บริษัท ทหารกองหนุน จำกัด จำหน่ายปลีกและส่งสินค้าเสื้อผ้า สุรา บุหรี่ ไม้ขีดไฟ โดยระบุตอนท้ายว่า “แสงนภา – ประยูร บุญราศรี เจ้าของและผู้จัดการ ตลอดจนเป็นคนงานในตัวเสร็จ”

อันเป็นหลักฐานว่าหลังปี พ.ศ. 2490 แสงนภาได้แต่งงานอยู่กินกับ นางปรยูร บุญราศรี หลังจากที่ได้ใช้ชีวิตในวัยหนุ่มสัญจรไปในหลายๆ ที่ ตรงกับคำให้สัมภาษณ์ของ ชาญ เย็นแข ว่าชีวิตช่วงนี้ของ แสงนภา มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากการมีคู่ชีวิตที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีพอสมควร แต่กระนั้นเขาก็ยังออกตระเวณร้องเพลงอยู่บ้างเป็นครั้งคราว เพราะนี่คือวิธีเดียวที่จะทำให้แฟนเพลงในต่างจังหวัดที่ซื้อหนังสือเพลงไปแล้ว สามารถร้องเพลงของเขาได้

การออกตระเวณต่างจังหวัด จึงเท่ากับการไป “ต่อเพลง” ให้แฟนๆ ร้อง อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ “วงดนตรีแสงนภา บญราศรี” ที่เขาตั้งขึ้นมาในระยะหลังได้มีงานแสดง ผลงานเพลงที่ปรากฏในหนังสือรวมเพลงเล่มที่ 2 และ 3 จึงมีเพลงในแนวรักกระจุ๋มกระจิ๋ม เช่น ขมิ้นกับปูน ลูกสาวกำนัน แรกรู้เรียนรัก ฯลฯ ซึ่ง แสงนภา แต่งให้ลูกวงของเขาขับร้อง โดยที่ตนเองยังยืนยันที่จะรักษาเอกลักษณ์ในการแต่งและร้องเพลงชีวิตต่อไป

เป็นที่น่าสนใจว่าในหนังสือรวมเพลงเล่ม 2 ยังมีคอลัมน์ “สภานักเพลง” ที่แสงนภาได้ตอบจดหมายแฟนเพลงของเขาอย่างเป็นกันเอง เช่น “คุณชุบ ธูปทอง รถราง / เก่งมาก ร้องเพลงลูกศิษย์วัด ได้รางวัลตั้งห้าสิบบาท หมั่นพยายามเถิด วันหนึ่งต้องเป็นนักร้องเสียงทองกับเขาบ้าง เอาเถิด แล้วจะแต่งเพลงชีวิตรถราง ให้….”

หรือ “คุณพะเยาว์ สามเสน / ถูกแล้ว แม่คนขอทานคนนั้น แกจำ (เพลงของแสงนภา) จากคนอื่นเขามา ผมไม่ได้ต่อ (เพลง) ให้ด้วยตนเองหรอก ถ้าคุณเห็นแกร้องเพลงขอทานด้วยเพลงของผมก็ให้สตางค์แกบ้างเถิด สงสารแก…”

เป็นที่น่าสังเกตว่าเพลงชีวิตของ แสงนภา บุญราศรี ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีเนื้อหาเสียดสีนักการเมืองที่ซื้อเสียงและโกงกินอย่างเด่นชัด เช่นในเพลง “พรานกระแช่” หรือเพลง “แป๊ะเจี๊ยะ” ซึ่งเป็นปากเสียงแทนพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ในการประท้วงรัฐบาลถึงขั้น “อีกไม่ช้าคนไทยต้องไปอยู่ป่า”

แต่ไม่ปรากฎว่านักร้องผู้แทนคนยากคนนี้จะเคยถูกเพ่งเล็ง ตักเตือน หรือถูกห้ามปรามจากรัฐบาลอย่างไร กลับมีหลักฐานว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2491 แสงนภา ได้เข้าไปคลุกคลีกับสมาคมกรรมกรไทย ซึ่งเป็นองค์กรจัดตั้งของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ตั้งขึ้นมาคานอำนาจกับสหบาลกรรมกร ที่เป็นองค์กรปีกซ้ายของสังคมไทยเวลานั้น จนกระทั่งเขาได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมาคมกรรมกรไทยในปี พ.ศ. 2492

จึงปรากฏว่าในหนังสือชุมนุมเพลงร้องของ แสงนภา บุญราศรี เล่มที่ 3 พิมพ์ในปี พ.ศ. 2493 แทบจะเป็นเสมือนกระบอกเสียงของสมาคมกรรมกรไทย เพราะมีโฆษณาเชิญชวนให้สมัครสมาชิกสมาคมฯ รวมไปถึงโฆษณาของสหพันธ์กรรมกรหญิง สหพันธ์กรรมกรสามล้อ กรรมกรสามัคคี ที่ แสงนภา แต่งให้เป็นเพลงประจำสมาคมฯ จนกระทั่งมีหนังสือตอบขอบคุณจาก จอมพลป. พิบูลสงคราม ซึ่งแสงนภาก็ได้นำสำเนาจดหมาย มาตีพิมพ์ไว้ในหนังสือรวมเพลงของเขาอย่างภาคภูมิใจ

ในตอนหนึ่งของคำนำหนังสือรวมเพลงเล่มที่ 3 แสงนภากล่าวไว้ว่า “เมื่อท่านได้เนื้อร้องไปแล้ว ผมก็เห็นใจว่าทำไมท่านจึงจะร้องเพลงได้ ผมจึงได้พาตนของผมพเนจรไปตามที่ต่างๆ ในตำแหน่งหน้าที่ศิลปินแห่งสมาคมกรรมกรไทย ไปร้องเพลงให้ท่านผู้อุปการะคุณฟังตามจังหวัดที่มี (สาขา) สมาคมฯ จึงทำให้หนังสือเล่มนี้ช้าไป ด้วยเวลาอันมีจำกัดเต็มทน ผมจึงหวั่นใจว่าหนังสือเพลงเล่มนี้อาจจะขาดตกบกพร่องไปบ้าง ภาระที่ผมรับอยู่เวลานี้ ใช่แต่จะมีหน้าที่ร้องเพลงเท่านั้น ยังเป็นผู้รับใช้ให้แก่พี่น้องกรรมกรสามล้อ ในหน้าที่เลขานุการสหพันธ์สามล้ออีก จึงมั่นใจในเมตตาของท่านซึ่งเคยมีมาแต่ก่อน คงจะให้อภัยในการผิดพลาดของหนังสือเล่มนี้เช่นเคย”

ช่วงหลังปี พ.ศ. 2493 ข่าวคราวของ แสงนภา บุญราศรี ผู้บุกเบิกเพลงชีวิตของเมืองไทยก็ค่อย ๆ ขาดหายไป มีเพียง ชาญ เย็นแข ที่จำได้ว่าพบกับ แสงนภา โดยบังเอิญในซอยวัดราชาธิวาส ในปี พ.ศ. 2495 และมาทราบข่าวอีกครั้งในปี พ.ศ. 2496 เมื่อ “แสงนภา บุญราศรี ถึงแก่อนิจกรรมด้วยวัยเพียง 36 ปี” อันเป็นเวลาเดียวกับที่ “คำรณ สัมบุณณานนท์” นักร้องผู้สืบทอดแบบฉบับเพลงชีวิตของ แสงนภา กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังทั้งในฐานะ “ราชาเพลงชีวิตแห่งทศวรรษ 2490” และยังเป็นดาราภาพยนต์ดาราละครเวทีที่ฟูเฟื่องในยุคนั้น ในขณะที่ “นักบุกเบิก” ผู้เป็นต้นแบบ กำลังอำลาโลกไปอย่างเงียบ ๆ เช่นกัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *