ลาวแพน เพลงที่สะท้อนวิญญาณแห่งการต่อสู้ของประชาชน (จิตร ภูมิศักดิ์)

คณะหมอลำแคนในสมัยรัชกาลที่ 4

มีเพลงไทยสากลอยู่เพลงหนึ่ง ซึ่งสังเกตได้ว่าออกอากาศทางสถานีวิทยุต่างๆ บ่อยครั้งกว่าเพลงอื่น ๆ หลายเพลง ถ้าหากเข้าใจไม่ผิด เพลงนี้ดูเหมือนจะเป็นเพลงใหม่ ชื่อของเพลงและชื่อผู้ประพันธ์เพลงนั้นได้พยายามเงี่ยหูฟังอยู่ แต่ทว่ายังไม่พบว่าได้มีการประกาศเป็นกิจจะลักษณะจึงน่าเสียดายที่ไม่สามารถบันทึกมาเสนอได้ แต่ถึงอย่างไรก็ดี ได้พยายามจดจำเนื้อเพลงไว้ได้ตอนหนึ่ง เนื้อในตอนท้ายของเพลงนั้นมีอยู่ว่า “ชื่น ๆ ใจมีน้องมาเชยมาชม อย่ามาดอมมาดมชมน้องดังนวลมาลี” (ถ้าหากจะมีถ้อยคำผิดพลาดก็ขออภัยท่านผู้ประพันธ์เพลงไว้ ณ ที่นี้ด้วย)

เพลงนี้ เท่าที่ฟังและจำได้ เข้าใจว่าได้ดัดแปลงมาจากเพลง “ลาวแพน” อันเป็นเพลงไทยเดิมลือชื่อเพลงหนึ่ง ผู้ที่สนใจฟังเพลงไทยเดิมอยู่บ้างคงจะไม่มีใครลืมเพลง ลาวแพน นี้เสียได้ เพราะในกระบวนเพลงที่เดี่ยวอวดฝีมือแล้ว ลาวแพน เป็นเพลงเอกเพลงหนึ่งที่นิยมเดี่ยวกันทั้งโดยทางปี่, ทางระนาดเอก, ทางฆ้อง, ทางขิม, ทางจะเข้, และอื่น ๆ ที่ได้ยินบรรเลงกันบ่อยที่สุดในยุคนี้ก็คือเดี่ยว ลาวแพน ทางขิมและทางจะเข้

เพลงลาวแพน นั้น เป็นเสมือนสำรวมใหญ่ของเพลงลาวพื้นเมือง กล่าวคือมีเพลงลาวพื้นบ้านตามชนบทรวมอยู่ในเพลงใหญ่นั้นหลายเพลง ทุกเพลงที่นำมารวมเข้าไว้นั้น ต่างมีกลิ่นไอของชีวิตแบบลาวอยู่อย่างสมบูรณ์ คือ มีลักษณะทำนองที่ส่อให้เห็นความรักในธรรมชาติเจือระคนอยู่ด้วย ถ้าจะพูดเป็นศัพท์ก็ต้องว่ามีลักษณะแห่งชนชาติ บรรจุอยู่อย่างเด่นชัดบริบูรณ์

ในการฟังเพลง ลาวแพน ที่บรรเลงกันในปัจจุบันนี้ ความรู้สึกที่ผู้ฟังได้รับคือ ความระรื่น, ร่าเริง, อ่อนหวาน, บรรยากาศของเพลงดูคล้ายกับจะแสดงให้เห็นชีวิตของประชาชนลาวที่รื่นเริงอยู่ท่ามกลางธรรมชาติงามชื่นสดใส ความพริ้วไหวของท่วงทำนองที่อ่อนหวาน ทำให้ดูเหมือนว่า เพลงนี้จะทำการสะท้อนถ่ายความอ่อนหวานที่ประชาชนลาวได้รับจากธรรมชาติมาเสนอผู้ฟัง ในบางครั้งการหลบเสียงและเปลี่ยนระดับเสียงของเพลง ทำให้ดูเหมือนการฉอเลาะเร้าวอนและรำพึงออดอ้อนระหว่างหนุ่มสาวพื้นบ้านที่เอียงอาย และบางครั้งก็แสดงถึงความน้อยเนื้อต่ำใจของฝ่ายชายที่เฝ้าวิงวอน หรืออะไรทำนองนั้น

ความรู้สึกดังกล่าวนี้เอง ที่ได้เป็นเครื่องบันดาลใจให้ผู้ประพันธ์เพลงแห่งยุคปัจจุบันนำเพลงลาวแพน มาประพันธ์ขึ้นใหม่เป็นเพลงในจังหวะสากล ถ้าเราจะพิจารณากันในด้านรูปแบบ หรืออีกนัยหนึ่งท่วงทำนองของเพลงที่ดัดแปลงมาประพันธ์ใหม่ ก็จะต้องยอมยกย่องผู้ประพันธ์ว่าดัดแปลงได้นิ่มนวล และรักษาท่วงทำนองหรือลีลาของเพลง ลาวแพน เดิมไว้ได้อย่างงดงาม คือยังรักษาลักษณะแห่งชนชาติของเพลงไว้ได้แม้จะไม่สมบูรณ์นักก็เรียกได้ว่าเกือบสมบูรณ์ แต่ถ้าพิจารณาในด้านเนื้อหาของเพลงก็อาจจะรู้สึกว่า ผู้ประพันธ์ตัดเอาความรู้สึกทางด้านความรักธรรมชาติออกไปเสียเกือบหมด สื่งที่เหลืออยู่เป็นชิ้นเป็นอันในเพลงที่ประพันธ์ใหม่ดัดแปลงใหม่ก็คือลักษณะฉอเลาะและเร้าวอนระหว่างชายหนุ่มกับหญิงสาว แต่ถึงกระนั้นแล้วก็ดีลักษณะที่ฉอเลาะเร้าวอนที่เหลืออยู่ก็ถูกดัดไปจากรูปแบบเดิมเสียเกือบสิ้นเชิง นั่นคือแทนที่จะเป็นการแสดงการฉอเลาะเร้าวอนแบบชาวบ้านๆ ดังที่เพลงลาวแพน เดิมแสดงออก มันกลับกลายมาเป็นการแสดงความกระเง้ากระงอดแง่งอนแบบชนชั้นกลางเสียฉิบ เป็นอันว่าถ้าจะมีข้อเสีย มันก็เสียอยู่ตรงที่ผู้ประพันธ์ได้ดึงเอาเพลงที่รับใช้ชีวิตของประชาชนพื้นบ้านอย่างง่ายๆ มาเป็นเพลงที่รับใช้รูปแบบชีวิตของชนชั้นกลางแห่งยุคเสียอย่างน่าเสียดาย!

เท่าที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นการกล่าวโดยการเปรียบเทียบเพลงลาวแพน ที่ดัดแปลงใหม่เข้ากับเพลงลาวแพน เดิมตามลีลาที่บรรเลงกันอยู่อย่างอ่อนหวานในปัจจุบัน

เพลงลาวแพน นี้ ถ้าหากจะกล่าวกันถึงลักษณะดั้งเดิมของมันทีเดียวแล้ว มันมิได้มีลักษณะอ่อนหวานเร้าวอนดังที่บรรเลงกันอยู่ในปัจจุบันนี้เลย ลักษณะเพลงลาวแพน ดั้งเดิม เป็นเพลงที่สะท้อนถ่ายความเคียดแค้น, ความเร่าร้อน, ความทุกข์ทนและทุกข์ระทม, ความปวดร้าว ในบางตอนก็มีลักษณะฮึดสู้ มีลักษณะโกรธแค้น บางครั้งก็มีลักษณะอ่อนโยน ซึ่งหมายถึงการดับอารมณ์เคียดแค้นให้สงบลง และมีการบรรเลงในทางอ่อนหวานอยู่บ้างซึ่งเป็นความหมายของการปลอบใจผู้ที่ทุกข์ยากคั่งแค้น

ลักษณะของเพลงลาวแพน เดิมที่มีดังกล่าวนั้นก็เนื่องมาจากมันเป็นเพลงของพวกเชลยลาวที่ถูกจับกวาดต้อนลงมาอยู่ในกรุงเทพฯ เมื่อคราว “ศึกเจ้าอนุวงศ์กษัตริย์เวียงจันทร์” ในสมัยรัชกาลที่สาม พวกเชลยลาวเหล่านี้คือพวกประชาชนที่ เจ้าอนุวงศ์เกณฑ์ ลงมาโจมตีกรุงเทพฯ เพื่อปลดแอกเวียงจันทร์จากไทย แต่เมื่อยกมาถึงเพียงนครราชสีมาก็ถูกต้านตีจนแตกยับเยิน เชลยลาวที่ถูกจับได้ถูกกวาดต้อนลงมาในกรุงเทพฯ พวกเจ้าขุนมูลนายฝ่ายศักดินาไทยกระทำการทารุณเอาตามอำเภอใจ พวกเชลยเหล่านั้นได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส แต่เนื่องด้วยพวกเชลยลาวปราศจากการนำอันเข้มแข็ง ปราศจากการจัดตั้งอันมีระเบียบ การที่จะลุกฮือขึ้นต่อสู้จึงกลายเป็นเรื่องในฝัน เป็นเรื่องท้อแท้ เป็นสิ่งเป็นไปไม่ได้ ทางออกของเขาก็คือระบายความเคียดแค้น ความเร่าร้อน ความปวดร้าว และทุกข์ยากออกมาเป็นบทเพลง เพลงบทนั้นก็คือเพลงลาวแพน ถ้าหากจะพิจารณาดูเนื้อร้องของเพลงลาวแพนเดิม ก็จะได้พบเนื้อร้องที่สะท้อนถ่ายความรู้สึกของเชลยลาวไว้อย่างสมบูรณ์ตามที่กล่าวมาข้างต้น ดังนี้

“ฝ่ายพวกลาวเป่าแคนแสนเสนาะ
มาสอเพาะเข้ากับแคนแสนขยัน
เป็นใจความยามยากจากเวียงจันทร์
ตกมาอยู่เขตขัณฑ์อยุธยา

อีแม่คุณเอ๋ยเฮาบ่เคยจะตกยาก
ตกระกำลำบากแสนยากนี้หนักหนา
พลัดทั้งที่ดินถิ่นฐาน พลัดทั้งบ้านเมืองมา
พลัดทั้งปู้ พลัดทั้งย่า พลัดทั้งตา ทั้งยาย

พลัดทั้งแม่ลูกเมีย พลัดทั้งเสียลูกเต้า
พลัดทั้งพงศ์ทั้งเผ่า ทั้งลูกเต้าก็หนีหาย
บักไทยมันเฆี่ยนบักไทยมันขังจนไหล่จนหลังของข่อยนี้ลาย
จะตายเสียแล้วหนาที่ในป่าดงแดน

ผ้าทอก็บ่มีนุ่งผ้าถุงก็บ่มีห่ม
คาดแต่เตี่ยวเกลียวกลม หนาวลมนี่เหลือแสน
ระเหินระหกตกยากต้องเป็นคนกากคนแกน
มีแต่แคนคันเดียวก็พอได้เที่ยวขอทานเขากิน

ตกมาอยู่ในเมืองต้องถีบกระเดื่องกระด้อย
สีซ้อมตำต้อยตะบิดตะบอยบ่ฮู้สิ้น
ถือแต่เคียวเกี่ยวหญ้าเอาไปให้ม้าของเพื่อนมันกิน
เที่ยวซมซานไปทุกบ้านทุกถิ่นจะได้กินก็แต่เดน แสนอึด (อด)

แสนจนเหมือนอย่างคนตกนาฮก (นรก)
มืดมนฝนตกเที่ยวหยก ๆ ถกเขมร
ถือข้องส่องคบจับกบทุ่งพระเมรุ
เปื้อนเลนเปื้อนตมเหม็นขมเหม็นคาว

จับทั้งอ่างท้องขึงจับทั้งอึ่งท้องเขียว
จับทั้งเปี้ยวทั้งปูจับทั้งหนูท้องขาว
จับเอามาให้สิ้นมาต้มกินกับเหล้า
เป็นกรรมของเรา เพราะอ้ายเจ้าเวียงจันทน์เพื่อนเอย”

ข้อความของเพลงในตอนต้นทั้งหมดได้แสดงถึงความเคียดแค้นและความทุกข์ยากของเชลยลาวได้อย่างแจ่มชัดและตรงไปตรงมา ถ้าหากจะหวนนึกไปถึงการบรรเลงเพลง ลาวแพน ด้วยจะเข้ ซึ่งมีการกระแทกจังหวะโดยการดีดสายทบพร้อมกันทั้งสามสายดังกระหึ่ม เราก็จะมองเห็นอารมณ์อันฮึดฮัดเคียดแค้นของผู้ประสบความทุกข์ยากและถูกกดขี่ได้อย่างดี ลีลาของ ลาวแพน บางตอนที่อ่อนพริ้วโหยหวล และมีการกลบเสียงเปลี่ยนระดับเสียงได้แสดงให้เห็นความปวดร้าวในดวงใจของผู้ถูกกดขี่ได้อย่างสมบูรณ์

สิ่งที่น่าสังเกตในเพลงนี้ก็คือ ในตอนสุดท้ายที่พวกเชลยยึดเอาการด่าเจ้าอนุเวียงจันทน์เป็นทางออกลักษณะป้ายโทษเช่นนี้ เป็นลักษณะของแนวศักดินาที่ไม่ยอมนำตนเองเข้าเผชิญหน้ากับสภาพความจริง ความทุกข์ยากของเชลยลาวมาจากการทรมานของศักดินาไทย มิได้มาจากเจ้าอนุวงศ์ ตรงข้ามเจ้าอนุวงศ์เสียอีกที่ได้กระทำหน้าที่ของตนอย่างสมบูรณ์ นั่นคือได้ต่อสู้เพื่อปลดแอกประชาชนลาวจากการกดขี่ของศักดินาไทย แต่ปราศจากการนำอย่างหนึ่ง และการต่อสู้ของเจ้าอนุวงศ์มิได้กระทำโดยระดมปลุกประชาชนให้ตื่นตัวอย่างหนึ่ง ทำให้ประชาชนลาวมองไม่เห็นว่าใครคือมิตร ใครคือศัตรู การวิเคราะห์ปัญหาจึงได้ไขว้เขวไปลงเอยที่เจ้าอนุวงศ์ ว่าเป็นผู้สร้างกรรมทำเข็ญให้พวกตน แต่ถึงกระนั้นก็ดี ความรู้สึกเช่นนี้ก็มีส่วนจริงอยู่บ้าง ตรงที่เจ้าอนุวงศ์เองทำการต่อสู้ก็เพื่อสถาปนาตนเองเป็นศักดินาใหญ่แทนศักดินาไทยเป็นจุดหมายสำคัญ มิได้มีความประสงค์ที่จะปลดเปลื้องทุกข์ของประชาชนแต่อย่างใด

เท่าที่พิจารณามาแล้ว เราจะเห็นได้ว่าเพลง ลาวแพน แต่ดั้งเดิม เป็นเพลงที่สะท้อนถ่ายวิญญาณแห่งการต่อสู้ของประชาชนลาว ซึ่งแม้จะไขว้เขวอยู่บ้างก็ยังอยู่ในขั้นที่ดีกว่าเพลงต่างๆ อีกหลายเพลง ที่มิได้สะท้อนถ่ายวิญญาณเช่นนี้เลยแม้แต่น้อย

สาเหตุที่เพลง ลาวแพน จะกลายมาเป็นเพลงอ่อนหวาน เพลงร่าเริง เพลงรักนั้น ดูเหมือนจะอยู่ที่นักดนตรีไทยของศักดินาที่ได้บิดเบือนเอาเพลงนี้มาเน้นหนักตรงช่วงอ่อนหวาน แล้วบรรเลงเสียด้วยลีลาใหม่ตามความนิยมของตน ซึ่งมองไม่เห็นพลังแห่งการต่อสู้ของประชาชนในทางการเมือง ด้วยเหตุนี้เพลง ลาวแพน จึงได้ถูกแปรโฉม จากเพลงของประชาชนมาเป็นเพลงของศักดินาและจนกระทั่ง กลายมาเป็นเพลงกระเง้ากระงอด ของชนชั้นกลางในที่สุด

สมชาย ปรีชาเจริญ (จิตร ภูมิศักดิ์)
ชีวิตและศิลปะ. กรุงเทพฯ : ชัยวัฒนาการพิมพ์, 2523

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *